แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขาดแคลเซี่ยม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขาดแคลเซี่ยม แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2556

แคลเซียม CalCium

ข้อมูลทั่วไป: แคลเซียมเป็นธาตุที่พบมากที่สุดในทุกส่วนของร่างกาย และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกระดูกและฟัน เด็กแรกเกิดจะมีปริมาณแคลเซียมเฉลี่ย 28-30 กรัม ในร่างกายขณะที่ผู้ใหญ่จะมีปริมาณแคลเซียมอยู่ระหว่าง 1.5 - 2 % ของน้ำหนักตัว หรือประมาณ 900-1,000 กรัม โดย 99 % ของแคลเซียมนั้นจะพบในกระดูกและฟัน (1, 19, 38) นอกจากแคลเซียมจะจำเป็นสำหรับการสร้างกระดูกและฟันแล้วยังจำเป็นสำหรับการแข็งตัวของเลือด การส่งสัญญาณประสาท การหดตัวของกล้ามเนื้อ และยังป้องกันการเป็นโรคกระดูกพรุนอีกด้วย (1, 12, 13, 18, 20-29, 36)
ประโยชน์: แคลเซียมมีหน้าที่หลักในการสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแร็งนั้น มีความสำคัญยิ่งต่อการดูดซึม การเก็บรักษา และหน้าที่ในการเผาผลาญของวิตามินเอ ซี ดี อี ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม (1, 2, 33, 34) นอกจากนี้แคลเซียมยังจำเป็นต่อการหดและคลายตัวของกล้ามเนื้อ (1, 2, 34) รวมทั้งมีความสำคัญสำหรับสุขภาพของหัวใจและหลอดเลือด เช่น การเต้นของหัวใจ และการแข็งตัวของเลือด (1, 34, 35, 37, 38) แคลเซียมจำเป็นอย่างมากต่อการเจริญของกล้ามเนื้อ การส่งสัญญาณประสาทที่ถูกต้อง ความสมดุลของกรดด่างในเลือดและความดันโลหิตที่ปกติ (1, 4, 7, 34, 38) อาการของโรคและสภาวะที่ควรจะได้รับแคลเซียม ได้แก่
  • โรคกระดูกพรุน
  • ป้องกันการเกิดมะเร็ง
  • ตั้งครรภ์และให้นมบุตร
  • ความดันโลหิตสูง
  • อาการปวดก่อนมีประจำเดือน
อาการเมื่อขาด: สัญญาณของอาการขาดแคลเซียมในเด็กคือ การหยุดเจริญของกระดูก ขาแข็งทื่อ รวมทั้งสุขภาพฟันที่ย่ำแย่ และการมีฟันซ้อน(1, 13, 34, 35, 37, 38) ในกรณีของผู้ใหญ่การบริโภคแคลเซียมปริมาณต่ำจะทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูก ลดลง ซึ่งมีความสัมพันธ์กันกับโรคกระดูกพรุน (1, 15, 19, 21, 22, 33, 34, 36) กระดูกจะบางและแตกหักได้ง่าย เกิดความผิดปกติทางประสาท และเป็นตะคริวตามแขน-ขา ซึ่งเป็นอาการจากการขาดแคลเซียมนั้นเอง (1, 34) ในสหรัฐอเมริกาปัญหาการบริโภคแคลเซียมไม่เพียงพอในผู้สูงอายุเป็นปัญหา วิกฤติปัญหาหนึ่ง พบว่า 3 ใน 4 ของประชากรหญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีบริโภคต่ำกว่าค่าต่ำสุดของปริมาณที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน (RDA) กลุ่มเสี่ยงที่ได้รับแคลเซียมในปริมาณต่ำ คือ สตรีที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ชายที่มีอายุมากกว่า 65 ปี กลุ่มคนที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ ผู้ที่มีวิถีชีวิติที่เฉื่องชา คนที่ควบคุมอาหาร ผู้ที่ทานอาหารที่โปรตีนปริมาณสูง สตรีมีครรภ์ คนที่สูบบุหรี่ ผู้ที่มีปัญหาขาดเอนไซม์ในการย่อยน้ำตาลแลคโตสในนม ผู้ที่ใช้ยาแก้ปวดที่มีส่วนผสมของแมกนีเซียมบ่อยๆ และคนที่ได้รับยาในกลุ่มคอร์ติโซน (1) 








ขนาดรับประทาน: ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำให้รับประทานต่อวัน(RDA)ในชายและหญิงที่มีกลุ่มอายุต่างๆกัน
อายุ
ปริมาณที่ควรได้รับในแต่ละวัน (มิลลิกรัม)
แรกเกิด-6 เดือน
400
6-12 เดือน
600
1-10 ปี
800
11-24 ปี
1,200
25-50 ปี
800
51 ปีขึ้นไป
800

ในกรณีพิเศษเช่น สตรีมีครรภ์ หรือหญิงให้นมบุตรจะมีความต้องการแคลเซียมเพิ่มขึ้นเป็น 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน (3) ในกลุ่มคนที่บริโภคแอลกอฮอล์สูง สูบบุหรี่ และผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคบางอย่างควรต้องเพิ่มปริมาณการรับประทานแคลเซียมใน แต่ละวันให้มากขึ้น (1, 34)

   ปัจจุบัน สามารถป้องกันโรคขาดแคลเซี่ยม ได้ด้วย ผลิตภัณฑ์ แคลเซียม นม ผสม วิตามิน ดี เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผล เป็นที่นิยมอย่างสูง   
   อย. 10-3-25654-1-0002
ดูข้อมูลที่ http://yufangtangmilkcalcium.blogspot.com/
    ปริมาณและราคา
    แคลเซียม นม ผสม วิตามิน ดี 1 ขวด ปริมาณ 60 เม็ด เม็ดละ 2500mg  ราคา 1,500 บาท พิเศษเหลือเพียง 1350 บาท
    วิธีรับประทาน  รับประทานวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร
    สั่งซื้อและสมัครเป็นตัวแทนขาย
     คุณ วุฒิ ภัคประเสริฐ โทร. 091-745-1919, 094-956-1691
     อีเมล์  wut3699@gmail.com

เอกสารอ้างอิง:


1. Brown M. L. Calcium and Phosphorus. In: Present Knowledge in Nutrition. 6th edition, 1990; International Life Sciences Institute-Nutrition Foundation, Washington, D.C., pp. 212-223.
2. ดร. วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม. พจนานุกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์. พ.ศ. 2533 บริษัท รวมสาสน์ จำกัด, กรุงเทพฯ.

3. Recommended Dietary Allowances 10th Edition, 1989.
4. Osborne CG, McTyre RB, Dudek J, et al. Evidence for the relationship of calcium to blood pressure. Nutr Rev 1996;54:365–81.
5. Barilla DE, Notz C, Kennedy D, Pak CYC. Renal oxalate excretion following oral oxalate loads in patients with ileal disease and with renal and absorptive hypercalciurias: effect of calcium and magnesium. Am J Med 1978;64:579–85.

6. Curhan GC, Willett WC, Rimm EB, Stampfer MJ. A prospective study of dietary calcium and other nutrients and the risk of symptomatic kidney stones. N Engl J Med 1993;328:833V83.

7. Bell L, Halstenson CE, Halstenson CJ, et al. Cholesterol-lowering effects of calcium carbonate in patients with mild to moderate hypercholesterolemia. Arch Intern Med 1992;152:2441–44.

8. Sheikh MS, Santa Ana CA, Nicar MJ, et al. Gastrointestinal absorption of calcium from milk and calcium salts. N Engl J Med 1987;317:532–36.

9. Levenson DI, Bockman RS. A review of calcium preparations. Nutr Rev 1994;52:221–32 [review].
10. Nicar MJ, Pak CYC. Calcium bioavailability from calcium carbonate and calcium citrate.J Clin Endocrinol Metabol 1985;61:391–93.
11. Harvey JA, Kenny P, Poindexter J, Pak CYC. Superior calcium absorption from calcium citrate than calcium carbonate using external forearm counting. J Am Coll Nutr 1990;9:583–87.
12. Heaney RP, Recker RR, Weaver CM. Absorbability of calcium sources: the limited role of solubility. Calcif Tissue Int 1990;46:300–4.
13. Deroisy R, Zartarian M, Meurmans L, et al. Acute changes in serum calcium and parathyroid hormone circulating levels induced by the oral intake of five currently available calcium salts in healthy male volunteers. Clin Rheumatol 1997;16:249–53.
14. Heaney RP, Recker RR, Weaver CM. Absorbability of calcium sources: the limited role of solubility. Calcific Tissue Int 1990;46:300–4.
15. Locker AC., et al. Prevalence of low femoral bone density in older U.S. adults from NHANES III. J Bone Min Res., 1998; 13: 168-74.
16. Burros M. Testing calcium supplements for lead. New York Times June 4,1997, B7.
17. Bourgoin BP, Evans DR, Cornett JR, et al. Lead content in 70 brands of dietary calcium supplements. Am J Publ Health 1993;83:1155–60.
18. O’Brien K.O. Combined Calcium and Vitamin D Supplementation Reduces Bone Loss and Fracture Incidence in Older Men and Women. Nutrition Reviews, Vol. 56 No. 5; May 1998: 148-158.

19. ผศ.ดร. ประไพศรี ศิริจักรวาล. แคลเซี่ยม: เสาหลักของร่างกาย. เอกสารเผยแพร่ทางวิชาการบริษัทมี้ดจอห์นสัน

20. Buckley L. M., et.al. Calcium and vitamin D3 supplementation prevents bone loss in the spine secondary to low-dose corticosteroids in patients with rheumatoid arthritis. A randomized, double-blind, placebo-controlled trial. Ann Intern Med, 1996 Dec 15; 125(12):961-8

21. Takahashi K., et.al. Effective intervention of low peak bone mass and bone modeling in the spontaneous murine model of senile osteoporosis, SAM-P/6, by Ca supplement and hormone treatment. Bone, 1994 Mar-Apr; 15(2):209-15.

22. Dawson-Hughes B., Harris S. S., Krall E. A. and Dallal G. E. Effect of calcium and vitamin D supplementation on bone density in men and women 65 years of age or older. N Engl J Med, 1997 Sep 4; 337(10):670-6.

23. Stevens V. I., Blair R. and Salmon R.E. Effects of vitamin D3, calcium, and phosphorus on growth and bone development of market turkeys. Poult Sci, 1984 Aug; 63(8):1571-85.

24. Arkhapchev Iu. P., Sergeev I. N., Spirichev V. B. and Blazhevich N. V. Calcium metabolism and the level of active metabolites of vitamin D3 in the rat serum during bone regeneration. Vopr Med Khim, 1986 Jul-Aug; 32(4):122-9.
25. Chapuy M. C. Vitamin D3 and calcium to prevent hip fractures in the elderly women. N Engl J Med, 1992 Dec 3; 327(23):1637-42.
26. Minne H. W. Osteoporosis as a cause of pathologic fracture. Langenbecks Arch Chir Suppl II Verh Dtsch Ges Chir, 1989: 493-502.
27. Meunier P. Prevention of hip fractures by correcting calcium and vitamin D insufficiencies in elderly people. Scand J Rheumatol Suppl, 1996; 103:75-8; discussion 79-80.
28. Jensen G. F., Christiansen C. and Transbøl I. Treatment of post menopausal osteoporosis. A controlled therapeutic trial comparing oestrogen/gestagen, 1,25-dihydroxy-vitamin D3 and calcium. Clin Endocrinol (Oxf), 1982 May; 16(5): 515-24.
29. Baeksgaard L., Andersen K. P. and Hyldstrup L. Calcium and vitamin D supplementation increases spinal BMD in healthy, postmenopausal women. Osteoporos Int, 1998; 8(3):255-60
30. Lupton J. R., et.al. Calcium Supplementation Modifies the Relative Amounts of Bile Acid in Bile Affects Key Aspects of Human. Human and Clin Nutr, 1996; 126 (5): 1421-1428.
31. Devine A., Prince R. P. and Bell R. Nutritional effect of calcium supplementation by skim milk powder or calcium tablets on total nutrient intake in postmenopausal women. Am J Clin Nutr, 1996; 64: 731-7.
32. Labin-Goldscher R. and Edelstein S. Calcium Citrate: A Revised Look at Calcium Fortification.
33. Murray M. T. and Pizzorno J. E. Encyclopedia of Natural Medicine. Revised 2nd edition 1998, Prima Publishing, USA. pp. 532-533, 617, 706-721, 747.
34. Murray M. T. Encyclopedia of Natural Supplements: The essential guide for improving your health naturally. 1996, Prima Health, USA. pp. 39-43.
35. Remington’s Pharmaceutical Sciences. 17th edition 1985, Philadelphia College of Pharmacy and Science. Pp. 1007-1010.
36. Germano C., Cabot W., and Turner L. The Osteoporosis solution. Kingston Book, New York.
37. Goodman and Gilman’s: The Pharmacological Basis of Therapeutics. 8th edition Vol. 2, 1991, Pergamon Press, New York. pp. 1496-1522.
38. Walji H. Health Essential: Vitamin Guide Reprinted 1996., Element Books Ltd., Brisbane. pp. 35, 60, 128-130, 133-134.
39. Lininger S.W., eds., A-Z guide to drug-herb-vitamin interactions: how to improve your health and avoid problems when using common medications and natural supplements together. 1999, Prima Publishing, USA, pp: 273-277.


คุณรู้หรือไม่? หากขาดแคลเซียมร่างกายจะเป็นอย่างไร


หากพูดถึงแคลเซียม...คุณคงจะนึกถึงเรื่องกระดูกและฟัน ถูกต้องแล้วครับ... แคลเซียมเป็นธาตุที่พบมากที่สุดในร่างกายของเรา และ 99% ของแคลเซียมในร่างกายมนุษย์จะถูกเก็บอยู่ในกระดูกและฟันนั่นเอง ซึ่งหน้าที่หลักๆ ของแคลเซียม คือ การสร้างกระดูก และกระดูกนี่เองที่จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย ช่วยรักษารูปร่างและลักษณะของร่างกายให้สวยงามเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ และปกป้องอวัยวะต่างๆ ไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือน นอกจากนั้น ยังช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับฟันของเราอีกด้วย
การขาดแคลเซียมหรือการได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอนั้นจะส่งผลให้ร่างกายมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน โรคกระดูกอ่อน โรคปวดข้อรูมาตอยด์ หรือโรคที่เกี่ยวกับข้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้ออักเสบ ข้อเสื่อม ฯลฯ ซึ่งโรคเหล่านี้สร้างปัญหาให้เราได้อย่างแสนสาหัสเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายของเราจะหยุดสร้างเซลล์กระดูก คงเหลือไว้เพียงแต่การสลายกระดูกเท่านั้น ดังนั้นมวลกระดูกจึงลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เราจำเป็นที่จะต้องได้รับแคลเซียมเสริมเพิ่มเติมเข้าไป เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกระดูกของเรา เพื่อให้กระดูกของเราทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ในทางกลับกันหากเราได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอในแต่ละวัน โรคทางกระดูกและข้อที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นก็จะกลายเป็นปัญหาหนักอก สร้างความเดือดร้อนทั้งในด้านของการรักษาและจิตใจของเราเองด้วย คุณรู้ไหมว่าอันตรายของโรคกระดูกพรุนนั้น ไม่ได้อยู่ที่แค่การที่เนื้อกระดูกของเราบางลงเท่านั้น แต่มันอยู่ที่สิ่งที่ตามมา..การที่เนื้อกระดูกของเราบาง มีความหนาแน่นน้อยน้อย จะทำให้มันเปราะได้ง่าย และเมื่อเราหกล้ม หรือโดนกระแทกเพียงเบาๆ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการกระดูกหัก และกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมา การรักษาหลังจากนั้นจะค่อนข้างลำบาก เนื่องจากว่าการสมานของกระดูกในคนสูงอายุนั้น จะเป็นไปได้ยากกว่าวัยเด็ก เพราะร่างกายไม่ได้สร้างเซลล์กระดูกแล้ว นอกจากนั้นอาการติดเชื้อต่างๆ ก็ยังส่งผลต่อการรักษาด้วย และท้ายที่สุดอาจจะทำให้เสียชีวิตได้จากการหกล้มเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง จากสถิติพบว่า ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไปมีอัตราการเสี่ยงต่อการกระดูกหักประมาณร้อยละ 40 และอัตราการตายจากการกระดูกหักในผู้หญิงนั้นมากกว่าอัตราการตายจากโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก และมะเร็งปากมดลูกรวมกันเสียอีก ... ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย..ว่าไหม??


ความต้องการแคลเซียมของคนในแต่ละวัย
กลุ่มอายุ
ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำ (มิลลิกรัม/วัน)
0-12 เดือน
210 270
1-3 ปี
500
4-8 ปี
800
9-18 ปี
1,300
19-50 ปี
1,000
ผู้สูงอายุ (มากกว่า 50 ปี)
1,200
สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร
1,500 – 2,000
สตรีวัยหมดประจำเดือน
1,500
 แต่นอกเหนือจากเรื่องปัญหาโรคทางกระดูกแล้ว การขาดแคลเซียมยังส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอีกมากมาย ทั้งนี้เป็นเพราะแคลเซียมมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายด้วย เป็นต้นว่า มีส่วนช่วยในเรื่องการแข็งตัวของเลือด ทำงานเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และรักษาความสมดุลของเลือดและความดันโลหิตให้ปกติ ดังนั้นการขาดแคลเซียม นอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางกระดูกแล้ว ก็ยังทำให้ร่างกายมีอาการผิดปกติในด้านอื่นๆ ด้วยเช่น
ภาวะที่อาจเกิดขึ้นหากขาดแคลเซียม
(Clinica Symptoms Related to Calcium Deficiency)







วัยเด็ก
(Children)
1. เหงื่อออกตอนกลางคืน (Night sweat)
2. ผมน้อย (Less hair)
3. ละเมอร้องไห้ตอนกลางคืน (Night wailing)
4. ตะคริว (Cramps)
5. กระดูกสันอกนูนชัดผิดปกติ หรืออกไก่ (Chicken breast)
6. ขาโก่ง ขาคด (“O” of “X” type legs)
7. ฟันขึ้นช้า
(Tooth growth lag)
8. สมาธิสั้น
(Hyperactivity)
9. กระสับกระส่าย
(Agitation)
10. เบื่ออาหาร
(Apositic)
11. อาการปวดขาเนื่องมาจากการเติบโต (หรือสูงขึ้น)
(Growth pain)
12. ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง
(Weak immunity)
13. ไม่สบายง่าย
(Easily sicked)


วัยรุ่น (Teenager)
1. เหนื่อยง่าย (Tiredness)
2. นอนไม่ค่อยหลับ (Sleeplessness)
3. ขี้ลืม (Forgetful)
4. ไม่มีสมาธิ (Easily distracted)
5. ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง (Weak immunity)
6. เบื่ออาหาร (Apositic) 


สตรีมีครรภ์และแม่ลูกอ่อน (Pregnant women and nursing mothers)
1. ภาวะกระดูกพรุนตอนตั้งครรภ์ (Pregnancy related osteoporosis)
2. มีอัตราเสี่ยงต่อการกระดูกหักหรือร้าวสูง (High risk of bone fracture)
3. เป็นตะคริวขั้นรุนแรง (Serious cramps)
4. เจ็บหลังและปวดข้อมือ (Back and wrist pain)
5. เบื่ออาหาร (Apositic)
6. มีภูมิต้านทานโรคต่ำ (Lower immunity)
7. ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของร่างกายทารก (Influences on baby’s growth)


ผู้ใหญ่ (Adults)
1. เหนื่อยง่าย (Fatigue)
2. ความจำเสื่อม (Memory loss)
3. เซื่องซึม เฉื่อยชา (Lethargy)
4. เจ็บหลังและปวดข้อมือ (Wrist and back pain)
5. เป็นตะคริวที่น่อง (Cramp of lower legs)
6. อารมณ์แปรปวน (Temperamental)


ผู้สูงอายุ (The Elderly)
1. มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ (Sleeping problems)
2. กระสับกระส่าย (Nervousness)
3. มีปัญหาเรื่องความจำ (Memory problems)
4. ปวดแสบร้อนบริเวณมือและเท้า (Tingling of hands and feet)
5. นิ้วชา (Numbnesss in fingers)
6. มีปัญหาเรื่องระบบประสาท (Nerve related problems)
7. เล็บเปราะ (Brittle nails)
8. ปวดหลังช่วงล่าง ปวดสะโพก (Lower back pains)
9. เจ็บ ปวดข้อต่อ (Joint pains)
10. หลังค่อม (Hunchback)
11. เคลื่อนไหวไม่คล่องตัว เคลื่อนไหวไม่สะดวก (Limited movement)
12. มีอัตราเสี่ยงต่อการกระดูกหักหรือร้าวสูง (Very high risk of bone fracture)
13. แก่เร็ว (Aging acceleration)

ไม่น่าเชื่อ..เลยนะครับ..ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากการได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอจะมีมากมายขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเราควรจะป้องกันมากกว่าการแก้ไขครับ ควรรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอกับความต้องการในแต่ละวัน แต่เชื่อเถอะครับว่า ร้อยทั้งร้อย ต่อให้คุณรับประทานอาหารอย่างไร ก็ยังคงได้รับแคลเซียมไม่เพียงพออยู่ดี... ทำไมเหรอ.. นั่นเป็นเพราะว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวันนั้นผ่านกระบวนการแปรรูปมากมาย คุณค่าหรือสารอาหารที่จะได้รับมักจะสูญเสียสลายไปกับความร้อนและขั้นตอนต่างๆ การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ....

   ปัจจุบัน สามารถป้องกันโรคขาดแคลเซี่ยม ได้ด้วย ผลิตภัณฑ์ แคลเซียม นม ผสม วิตามิน ดี เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผล เป็นที่นิยมอย่างสูง   
  
อย. 10-3-25654-1-0002

ดูข้อมูลที่ http://yufangtangmilkcalcium.blogspot.com/
    ปริมาณและราคา
    แคลเซียม นม ผสม วิตามิน ดี 1 ขวด ปริมาณ 60 เม็ด เม็ดละ 2500mg  ราคา 1,500 บาท พิเศษเหลือเพียง 1350 บาท
    วิธีรับประทาน  รับประทานวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร

    สั่งซื้อและสมัครเป็นตัวแทนขาย
     คุณ วุฒิ ภัคประเสริฐ โทร. 
091-745-1919, 094-956-1691
     อีเมล์  wut3699@gmail.com
 

การขาดแคลเซี่ยม อันตรายกว่าที่คิด สาเหตุของการเกิดโรคต่างๆมากมาย

ใน ขณะที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่     แคลเซียมก็มีส่วนช่วยในการเคลื่อนไหวของคุณอยู่ ไม่ว่าคุณจะเคาะนิ้วเท้าของคุณกับพื้นหรือ   กำลังใช้นิ้วมือ หรือ เท้าเคลื่อนไหวทำอะไรอยู่ก็ตาม  แคลเซียมเป็นตัวช่วยในการส่งสัญญาณประสาท จากสมองไปสู้กล้ามเนื้อ  เพื่อกำหนดการเคลื่อนไหวของคุณและถ้าบังเอิญคุณถูกกระดาษบาดขึ้นมา  แคลเซียมในเลือดของคุณก็จะช่วยห้ามเลือดให้หยุดไหล  มีกระบวนการทางเคมีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิตน้อยมากที่สามรถหนีพ้นไปจากอิทธิพลของแร่ธาตุตัว นี้ได้
ความสำคัญของแคลเซียมได้ถูกเข้าใจผิดมาเป็นเวลานานแล้วว่า  เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อกระดูกและฟันเท่านั้น  แต่ด้วยผลจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการตรวจสอบทางคลินิกมากมายได้ทำให้ในปัจจุบัน  เราได้ทราบว่าแคลเซียมนั้นเป็นแร่ธาตุที่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและช่วยให้ชีวิตสามารถดำรงอยู่ได้
ความสำคัญของแคลเซียมถูกค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 100ปี  ที่ผ่านมาในประเทศอังกฤษ    โดยนักวิจัยชื่อ  Dr. Sidney  Ringer  ผู้ซึ่งค้นพบว่าหากปราศจากแคลเซียม  หัวใจของหนูและกบจะหยุดเต้น  แคลเซียมนั้นเป็นส่วนประกอบถึง  2%  ของน้ำหนักตัวของเรา และนอกเหนือ ไปจากออกซิเจน  ไฮโดรเจน  และไนโตรเจนแล้ว  แคลเซียมก็ยังเป็นอีกแร่ธาตุหนึ่งที่มีอยู่อย่างมากมายตามส่วนต่าง ๆ  ของร่างกายเราด้วย  ไม่มีแร่ธาตุอื่นใดที่จะมีบทบาททางชีวภาพที่สำคัญมากมายเท่ากับแคลเซียมอีกแล้ว  ร่างกายเราต้องการแคลเซียมมากกว่าแร่ธาตุอื่นทุกชนิดรวมกันเสียอีก  แคลเซียมทำงานในระบบประสาทและสมองของเรา  ในระบบการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อของเรา  และยังเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อการควบคุมการแข็งตัวของเลือด  การหดตัวของกล้ามเนื้อ  การทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์  การหลั่งเอนไซม์และฮอร์โมนต่าง ๆ  และยังช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจเป็นปกติอีกด้วย  แคลเซียมเป็นตัวกระตุ้นที่โดดเด่น  หรืออาจจะเป็นสารร่วมช่วยในเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่สำคัญต่อชีวิตได้อย่างมาก      ซึ่งจะเกิดขึ้นตั้งแต่ชีวิตเริ่มถือกำเนิดอยู่ในครรภ์จนกระทั้งตายไปเลยทีเดียว  รายการด้านล่างนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของอิทธิพลทั้ง หมดของแคลเซียมที่แผ่ไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย  และมีผลกระทบอย่างยิ่งยวดต่อเรา
      ควบคุมการเกิดลิ่มเลือด                         ควบคุมความดันเลือดให้คงที่
     การสลายอาหารให้กลายเป็นพลังงาน       การส่งกระแสประสาท
     การสื่อสารระหว่างเซลล์                       การเต้นของหัวใจ
     การแบ่งเซลล์แบบปกติ                        การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
    การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลาย            การส่งสัญญาณระหว่างเซลล์

   การขาดแคลเซียมเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่    

เป็นอันตรายอย่างแน่นอน    การขาดแคลเซียมสามารถก่อให้เกิดผลร้ายแรงต่อร่างกายได้ กลุ่มอาการของโรคต่างๆ  ที่เกิดขึ้นก็อาจจะเป็นผลมาจากการขาดแคลเซียมไม่ทางตรงก็ทางอ้อมได้เช่นกัน ความผิดปกติต่างๆ ของร่างกายที่สัมพันธ์กับภาวะการขาดแคลเซียม :

การเป็นตะคริว                   อาการชาตามแขนขา
ความดันโลหิตสูง               โรคข้ออักเสบ (เก๊าท์)
โรคนอนไม่หลับ                 ฟันผุ เล็บเปราะ   
การย่อยอาหารบกพร่อง      กระดูกพรุน
การเกิดนิ่วในถุงน้ำดี           การเกิดนิ่วในไต
โรคภูมิแพ้                  ระดับโคเรสเตอรอลสูงขึ้น


   ปัจจุบัน สามารถป้องกันโรคขาดแคลเซี่ยม ได้ด้วย ผลิตภัณฑ์ แคลเซียม นม ผสม วิตามิน ดี เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผล เป็นที่นิยมอย่างสูง   
  
อย. 10-3-25654-1-0002

ดูข้อมูลที่ http://yufangtangmilkcalcium.blogspot.com/
    ปริมาณและราคา
    แคลเซียม นม ผสม วิตามิน ดี 1 ขวด ปริมาณ 60 เม็ด เม็ดละ 2500mg  ราคา 1,500 บาท พิเศษเหลือเพียง 1350 บาท
    วิธีรับประทาน  รับประทานวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร

    สั่งซื้อและสมัครเป็นตัวแทนขาย
     คุณ วุฒิ ภัคประเสริฐ โทร. 
091-745-1919, 094-956-1691
     อีเมล์  wut3699@gmail.com