แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระดูกพรุน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กระดูกพรุน แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2556

โรคกระดูกพรุน (Osteoporosis)

โรคกระดูกพรุน เป็นโรคที่มีผลกระทบเป็นอย่างสูงกับคนสูงอายุทั่วโลก ในประเทศไทยพบว่าผู้สูงอายุเป็นโรคนี้กันมาก โรคกระดูกพรุน เป็น ภาวะที่เนื้อกระดูกลดลงและโครงสร้างภายในเนื้อกระดูกเปลี่ยนแปลงทำให้กระดูก เปราะบางและแตกหักง่าย แม้ความแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อย
ปกติ เนื้อกระดูกจะค่อยๆ สะสมตั้งแต่แรกเกิด และมีความหนาแน่นของกระดูกสูงสุด เมื่ออายุ 30 ปีจากนั้นเนื้อกระดูกจะลดลงเรื่อยๆ ในผู้หญิงวัยหลังหมดประจำเดือนอายุประมาณ 50 ปี เนื้อกระดูกจะลดลงมากกว่าผู้ชายอายุที่เท่ากัน ประมาณ 5 - 10 ปี หลังจากนั้นผู้หญิงและผู้ชายจะมีอัตราการสูญเสียเนื้อกระดูกเท่าๆ กัน

 ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน
   1. เพศ เพศหญิงมีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนมากกว่าผู้ชาย
   2. อายุ อายุยิ่งมากขึ้นกระดูกจะบางมากยิ่งขึ้น
   3. เชื้อชาติ พบในคนเอเชียและผิวขาวมากกว่า
   4. รูปร่าง รูปร่างเล็กและผอมบาง กระดูกจะบางมากกว่าคนรูปร่างปกติ
   5. ดื่มกาแฟ เป็นต้นเหตุของโรคกระดูกพรุน
   6. สูบบุหรี่, ดื่มสุรา เป็นสาเหตุให้กระดูกบางมากยิ่งขึ้น
   7. การใช้ยาบางชนิด เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น

อาการ
โรคกระดูกพรุนไม่มีอาการ เป็นโรคที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดกระดูกแตกหักง่าย ถึงแม้ความแรงจากอุบัติเหตุไม่มาก บริเวณกระดูกที่หักง่าย คือ กระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง สังเกตจากผู้สูงอายุมักจะมีอาการปวดหลังและหลังโก่ง เนื่องจากกระดูกสันหลังแตกทรุดเพียงแรงกระแทกเบาๆ


 
การวินิจฉัย
ปัจจุบันการวัดความหนาแน่นกระดูกเป็นวิธีที่แม่นยำ เพื่อแยกผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักง่ายออกมาเพื่อรักษา


การป้องกันและรักษา
   1. การรักษาโดยไม่ใช้ยา คือ
      - รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอ
      - ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที ไม่น้อยกว่า 3 วัน / สัปดาห์
      - งดการสูบบุหรี่ และงดดื่มกาแฟ
      - รับแสงแดด วันละ 15 - 30 นาที

   2. การรักษาโดยใช้ยา ได้แก่
      - แคลเซียมและวิตามินดี
      - ยากลุ่มฮอร์โมน
      - แคลซิโตนิน
      - ยากลุ่มบิสฟอสฟอร์เนต

ปัจจุบัน สามารถป้องกันโรคขาดแคลเซี่ยม ได้ด้วย ผลิตภัณฑ์ แคลเซียม นม ผสม วิตามิน ดี เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผล เป็นที่นิยมอย่างสูง   
อย. 10-3-25654-1-0002
ดูข้อมูลที่ http://yufangtangmilkcalcium.blogspot.com/
ปริมาณและราคา
    แคลเซียม นม ผสม วิตามิน ดี 1 ขวด ปริมาณ 60 เม็ด เม็ดละ 2500mg  ราคา 1,500 บาท พิเศษเหลือเพียง 1350 บาท
    วิธีรับประทาน  รับประทานวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร
    สั่งซื้อและสมัครเป็นตัวแทนขาย
     คุณ วุฒิ ภัคประเสริฐ โทร. 
091-745-1919, 094-956-1691
     อีเมล์  wut3699@gmail.com

วันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2556

แคลเซียม....ไม่ว่าวัยไหนก็ขาดไม่ได้

เรา ทุกคนต่างรู้กันว่า แคลเซียมเป็นเกลือแร่ที่มีประโยชน์มากๆ ต่อร่างกาย ไม่ เพียงแต่ช่วยกระดูกและฟันแข็งแรงเท่านั้น แต่แคลเซียมยังสามารถช่วยต่อต้าน โรคความดันโลหิตสูงอาการหัวใจกำเริบ อาการปวดก่อนมีประจำเดือน และมะเร็ง ลำไส้ น่าเสียดายที่พบว่าคนส่วนใหญ่ได้รับแคลเซียมน้อยกว่าครึ่งของที่ ร่างกายควรจะได้รับต่อวัน
โดยทั่วไปร่างกายจะพยายามรักษา แคลเซียม ในเลือดให้ปกติเสมอเพื่อให้อวัยวะต่างๆปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปกติ ถ้าพูดให้ง่ายก็คือ แคลเซียม ปกติ คือจำนวนเงินที่ติดกระเป๋าสำหรับใช้จ่ายแต่ละวัน โดยแคลเซียมส่วนที่ขับออกทางปัสสาวะและแคลเซียมที่ใช้เพื่อการซ่อมแซมกระดูก เปรียบเสมือนค่าใช้จ่ายประจำวันแคลเซียมในกระดูกเสมือนเงินฝากใน ธนาคาร แคลเซียมรับจากอาหารเสมือนรายได้ประจำวัน ถ้ารายรับมากกว่ารายจ่าย อาจมีเหลือเก็บในธนาคาร ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการสะสมแคลเซียมในกระดูก ถ้า รายได้น้อยกว่ารายจ่ายก็ต้องถอนจากธนาคารเพื่อนำไปใช้จ่ายก็จะทำให้เกิดการ ขาดดุล ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นอยู่เป็นประจำเงินในธนาคารก็จะร่อยหรอไป นั่นก็ เปรียบได้กับการที่ร่างกายได้รับแคลเซียมไม่พอเพียง จึงต้องละลายแคลเซียม จากกระดูกมาเพิ่มให้กับเลือด ทำให้แคลเซียมในกระดูกค่อยๆลดลง สุดท้าย แคลเซียมหรือเงินที่ติดกระเป๋าก็ลดลงจนไม่พอให้นั่นเอง จากการศึกษาพบว่าการ สะสมแคลเซียมในร่างกายของมนุษย์นั้นเริ่มตั้งแต่ยังเป็นทารกในครรภ์มารดา โดยในแต่ละวันร่างกายสามารถสะสมปริมาณแคลเซียมในระดับที่แตกต่างกัน ดังนี้ 

 - เด็กแรกเกิด - 9 ขวบ มีความสามารถในการสะสม แคลเซียมได้ 100 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน
- เด็กอายุ 10 ขวบ มีความสามารถในการสะสม แคลเซียม ได้ 100 – 150 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน
- ช่วงวัยรุ่น มีความสามารถในการสะสม แคลเซียม ได้ 200 – 400มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน
- ชายและหญิงอายุ 18 ปี มีความสามารถในการสะสม แคลเซียม ได้ 50 – 100 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน
- ผู้ใหญ่อายุ 30 ปี มีความสามารถในการสะสม แคลเซียม ได้ 0 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน ซึ่งหมายความว่าหลังจากอายุ 30 ปีขึ้นไปแล้ว ร่างกายจะไม่สะสม แคลเซียม อีกต่อไป จึงต้องมีการเติม แคลเซียมให้ร่างกายเพื่อรักษาระดับแคลเซียมในกระดูก

 ทุกวัยต้องการแคลเซียม

 เด็ก (1 – 10 ปี ) ควรได้รับ 800 – 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
ถ้าปริมาณแคลเซียมในร่างกายเด็กต่ำ จะทำให้ขบวนการสะสมเกลือแร่ในกระดูกและความ
หนา แน่นของกระดูกต่ำ เป็นผลให้เกิดโรคกระดูกอ่อนหรือโรคกระดูกค่อมงอได้  โดยเด็กจะมีอาการเหงื่อ ออกบริเวณมากเกินไป  การนั่ง คลาน เดิน ทำให้ช้า นอนไม่หลับ  กระดูกของเด็กที่ได้รับแคล
เซียมไม่เพียงพอเมื่อรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นตามอายุ เป็นผลให้ขาโก่ง กระดูกซี่โครงโค้งงอ กระ
ดูกเชิงกรานมีรูปร่างผิดปกติ และเสี่ยงการเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกในช่วงต่อไปของชีวิตได้ 

วัยรุ่น (11 – 25 ปี ) ควรได้รับ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน 
ถ้าเราได้รับแคลเซียมตั้งแต่อยู่ในวัยหนุ่มสาวหรือกลางคนอย่างสม่ำเสมอและพอเพียง
อายุการสึกหรือผุกร่อนตามธรรมชาติก็จะยืดออกไปได้อีกนานกว่าคนอื่นที่อยู่ในวัยเดียวกันที่บริโภค
แคลเซียมไม่เพียงพอในวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว 

ผู้ใหญ่ ควรได้รับ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
ถ้าไม่ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัยหมดประจำเดือนซึ่งการศึกษาพบ
ว่าร่างกายจะสูญเสียกระดูกในช่วงประมาณ 5-6 ปีแรกหลังหมดประจำเดือน   เนื่องจากการลดลงของ
ฮอร์โมนเอสโตรเจน และประสิทธิภาพในการสร้างวิตามิน D ก็ลดลงตามวัยที่เพิ่มมากขึ้นจึงมีแนวโน้ม
จะเป็นโรคกระดูกพรุน อาจทำให้กระดุกหักได้เนื่องจากแบกรับน้ำหนักตัวไม่ไหว และในกรณีที่ร้ายแรง
จะก่อผลเสียต่อกระดูกสันหลังกระดูกต้นขาและกระดูกแขนท่อนนอกได้อีกด้วย โดยโรคดังกล่าวจะไม่
แสดงอาการใดๆ ให้ทราบเลยจนกว่าจะมีอาการกระดูกหัก ดังนั้นคนในวัยสูงอายุที่มีการเสริม
แคลเซียมให้กับกระดูกอย่างเพียงพอ จะช่วยยับยั้งการสูญเสียกระดูกในช่วงนี้ 

หญิงมีครรภ์ ควรได้รับ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน
แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อสภาวะการตั้งครรภ์อย่างมาก เนื่องจากจะต้องถ่ายทอด
แร่ธาตุดังกล่าวสู่ลูกเพื่อการพัฒนาโครงสร้างร่างกายของทารกในครรภ์   ดังนั้นหญิงมีครรภ์จึงมีโอกาส
เสี่ยงสูงที่จะขาดแคลเซียม ถ้าไม่สามารถบริโภคที่ให้ปริมาณแคลเซียมได้เพียงพอต่อทั้งแม่และลูกได้
บ่อยครั้งจึงพบว่าหญิงมีครรภ์จะมีอาการกล้ามเนื้อปวดเกร็งในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ที่พบบ่อย คือ
บริเวณน่อง โดยจะเกิดขึ้นทั้งๆ ที่ไม่ได้ออกกำลังกายหรือเดินมาก อันเป็นผลมาจากการขาดแคลเซียม
นั่นเอง นอกจากนี้แคลเซียมยังมีส่วนช่วยรักษาเสถียรสภาพความหนาแน่นกระดูกของแม่ซึ่งจะช่วยลด
ความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนภายหลังได้ 

หญิงให้นมบุตร ควรได้รับ 1,500 – 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน
ผู้ป่วยกระดูกหัก ควรได้รับ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน
 




 
ปัจจุบัน สามารถป้องกันโรคขาดแคลเซี่ยม ได้ด้วย ผลิตภัณฑ์ แคลเซียม นม ผสม วิตามิน ดี เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผล เป็นที่นิยมอย่างสูง   
อย. 10-3-25654-1-0002
ดูข้อมูลที่ http://yufangtangmilkcalcium.blogspot.com/
ปริมาณและราคา
    แคลเซียม นม ผสม วิตามิน ดี 1 ขวด ปริมาณ 60 เม็ด เม็ดละ 2500mg  ราคา 1,500 บาท พิเศษเหลือเพียง 1350 บาท
    วิธีรับประทาน  รับประทานวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร
    สั่งซื้อและสมัครเป็นตัวแทนขาย
     คุณ วุฒิ ภัคประเสริฐ โทร. 
091-745-1919, 094-956-1691
     อีเมล์  wut3699@gmail.com

คุณรู้หรือไม่? หากขาดแคลเซียมร่างกายจะเป็นอย่างไร


หากพูดถึงแคลเซียม...คุณคงจะนึกถึงเรื่องกระดูกและฟัน ถูกต้องแล้วครับ... แคลเซียมเป็นธาตุที่พบมากที่สุดในร่างกายของเรา และ 99% ของแคลเซียมในร่างกายมนุษย์จะถูกเก็บอยู่ในกระดูกและฟันนั่นเอง ซึ่งหน้าที่หลักๆ ของแคลเซียม คือ การสร้างกระดูก และกระดูกนี่เองที่จะทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย ช่วยรักษารูปร่างและลักษณะของร่างกายให้สวยงามเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ และปกป้องอวัยวะต่างๆ ไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือน นอกจากนั้น ยังช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับฟันของเราอีกด้วย
การขาดแคลเซียมหรือการได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอนั้นจะส่งผลให้ร่างกายมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางกระดูก เช่น โรคกระดูกพรุน โรคกระดูกอ่อน โรคปวดข้อรูมาตอยด์ หรือโรคที่เกี่ยวกับข้อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นข้ออักเสบ ข้อเสื่อม ฯลฯ ซึ่งโรคเหล่านี้สร้างปัญหาให้เราได้อย่างแสนสาหัสเลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเราอายุมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายของเราจะหยุดสร้างเซลล์กระดูก คงเหลือไว้เพียงแต่การสลายกระดูกเท่านั้น ดังนั้นมวลกระดูกจึงลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้เราจำเป็นที่จะต้องได้รับแคลเซียมเสริมเพิ่มเติมเข้าไป เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับกระดูกของเรา เพื่อให้กระดูกของเราทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ในทางกลับกันหากเราได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอในแต่ละวัน โรคทางกระดูกและข้อที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นก็จะกลายเป็นปัญหาหนักอก สร้างความเดือดร้อนทั้งในด้านของการรักษาและจิตใจของเราเองด้วย คุณรู้ไหมว่าอันตรายของโรคกระดูกพรุนนั้น ไม่ได้อยู่ที่แค่การที่เนื้อกระดูกของเราบางลงเท่านั้น แต่มันอยู่ที่สิ่งที่ตามมา..การที่เนื้อกระดูกของเราบาง มีความหนาแน่นน้อยน้อย จะทำให้มันเปราะได้ง่าย และเมื่อเราหกล้ม หรือโดนกระแทกเพียงเบาๆ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการกระดูกหัก และกลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมา การรักษาหลังจากนั้นจะค่อนข้างลำบาก เนื่องจากว่าการสมานของกระดูกในคนสูงอายุนั้น จะเป็นไปได้ยากกว่าวัยเด็ก เพราะร่างกายไม่ได้สร้างเซลล์กระดูกแล้ว นอกจากนั้นอาการติดเชื้อต่างๆ ก็ยังส่งผลต่อการรักษาด้วย และท้ายที่สุดอาจจะทำให้เสียชีวิตได้จากการหกล้มเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง จากสถิติพบว่า ผู้หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไปมีอัตราการเสี่ยงต่อการกระดูกหักประมาณร้อยละ 40 และอัตราการตายจากการกระดูกหักในผู้หญิงนั้นมากกว่าอัตราการตายจากโรคมะเร็งเต้านม มะเร็งมดลูก และมะเร็งปากมดลูกรวมกันเสียอีก ... ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย..ว่าไหม??


ความต้องการแคลเซียมของคนในแต่ละวัย
กลุ่มอายุ
ปริมาณแคลเซียมที่แนะนำ (มิลลิกรัม/วัน)
0-12 เดือน
210 270
1-3 ปี
500
4-8 ปี
800
9-18 ปี
1,300
19-50 ปี
1,000
ผู้สูงอายุ (มากกว่า 50 ปี)
1,200
สตรีมีครรภ์ สตรีให้นมบุตร
1,500 – 2,000
สตรีวัยหมดประจำเดือน
1,500
 แต่นอกเหนือจากเรื่องปัญหาโรคทางกระดูกแล้ว การขาดแคลเซียมยังส่งผลให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพอีกมากมาย ทั้งนี้เป็นเพราะแคลเซียมมีส่วนสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายด้วย เป็นต้นว่า มีส่วนช่วยในเรื่องการแข็งตัวของเลือด ทำงานเกี่ยวข้องกับกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ส่งเสริมการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และรักษาความสมดุลของเลือดและความดันโลหิตให้ปกติ ดังนั้นการขาดแคลเซียม นอกจากจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคทางกระดูกแล้ว ก็ยังทำให้ร่างกายมีอาการผิดปกติในด้านอื่นๆ ด้วยเช่น
ภาวะที่อาจเกิดขึ้นหากขาดแคลเซียม
(Clinica Symptoms Related to Calcium Deficiency)







วัยเด็ก
(Children)
1. เหงื่อออกตอนกลางคืน (Night sweat)
2. ผมน้อย (Less hair)
3. ละเมอร้องไห้ตอนกลางคืน (Night wailing)
4. ตะคริว (Cramps)
5. กระดูกสันอกนูนชัดผิดปกติ หรืออกไก่ (Chicken breast)
6. ขาโก่ง ขาคด (“O” of “X” type legs)
7. ฟันขึ้นช้า
(Tooth growth lag)
8. สมาธิสั้น
(Hyperactivity)
9. กระสับกระส่าย
(Agitation)
10. เบื่ออาหาร
(Apositic)
11. อาการปวดขาเนื่องมาจากการเติบโต (หรือสูงขึ้น)
(Growth pain)
12. ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง
(Weak immunity)
13. ไม่สบายง่าย
(Easily sicked)


วัยรุ่น (Teenager)
1. เหนื่อยง่าย (Tiredness)
2. นอนไม่ค่อยหลับ (Sleeplessness)
3. ขี้ลืม (Forgetful)
4. ไม่มีสมาธิ (Easily distracted)
5. ภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง (Weak immunity)
6. เบื่ออาหาร (Apositic) 


สตรีมีครรภ์และแม่ลูกอ่อน (Pregnant women and nursing mothers)
1. ภาวะกระดูกพรุนตอนตั้งครรภ์ (Pregnancy related osteoporosis)
2. มีอัตราเสี่ยงต่อการกระดูกหักหรือร้าวสูง (High risk of bone fracture)
3. เป็นตะคริวขั้นรุนแรง (Serious cramps)
4. เจ็บหลังและปวดข้อมือ (Back and wrist pain)
5. เบื่ออาหาร (Apositic)
6. มีภูมิต้านทานโรคต่ำ (Lower immunity)
7. ส่งผลกระทบต่อการเติบโตของร่างกายทารก (Influences on baby’s growth)


ผู้ใหญ่ (Adults)
1. เหนื่อยง่าย (Fatigue)
2. ความจำเสื่อม (Memory loss)
3. เซื่องซึม เฉื่อยชา (Lethargy)
4. เจ็บหลังและปวดข้อมือ (Wrist and back pain)
5. เป็นตะคริวที่น่อง (Cramp of lower legs)
6. อารมณ์แปรปวน (Temperamental)


ผู้สูงอายุ (The Elderly)
1. มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ (Sleeping problems)
2. กระสับกระส่าย (Nervousness)
3. มีปัญหาเรื่องความจำ (Memory problems)
4. ปวดแสบร้อนบริเวณมือและเท้า (Tingling of hands and feet)
5. นิ้วชา (Numbnesss in fingers)
6. มีปัญหาเรื่องระบบประสาท (Nerve related problems)
7. เล็บเปราะ (Brittle nails)
8. ปวดหลังช่วงล่าง ปวดสะโพก (Lower back pains)
9. เจ็บ ปวดข้อต่อ (Joint pains)
10. หลังค่อม (Hunchback)
11. เคลื่อนไหวไม่คล่องตัว เคลื่อนไหวไม่สะดวก (Limited movement)
12. มีอัตราเสี่ยงต่อการกระดูกหักหรือร้าวสูง (Very high risk of bone fracture)
13. แก่เร็ว (Aging acceleration)

ไม่น่าเชื่อ..เลยนะครับ..ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากการได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอจะมีมากมายขนาดนี้ เพราะฉะนั้นเราควรจะป้องกันมากกว่าการแก้ไขครับ ควรรับประทานแคลเซียมให้เพียงพอกับความต้องการในแต่ละวัน แต่เชื่อเถอะครับว่า ร้อยทั้งร้อย ต่อให้คุณรับประทานอาหารอย่างไร ก็ยังคงได้รับแคลเซียมไม่เพียงพออยู่ดี... ทำไมเหรอ.. นั่นเป็นเพราะว่าอาหารที่เรารับประทานเข้าไปในแต่ละวันนั้นผ่านกระบวนการแปรรูปมากมาย คุณค่าหรือสารอาหารที่จะได้รับมักจะสูญเสียสลายไปกับความร้อนและขั้นตอนต่างๆ การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ....

   ปัจจุบัน สามารถป้องกันโรคขาดแคลเซี่ยม ได้ด้วย ผลิตภัณฑ์ แคลเซียม นม ผสม วิตามิน ดี เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผล เป็นที่นิยมอย่างสูง   
  
อย. 10-3-25654-1-0002

ดูข้อมูลที่ http://yufangtangmilkcalcium.blogspot.com/
    ปริมาณและราคา
    แคลเซียม นม ผสม วิตามิน ดี 1 ขวด ปริมาณ 60 เม็ด เม็ดละ 2500mg  ราคา 1,500 บาท พิเศษเหลือเพียง 1350 บาท
    วิธีรับประทาน  รับประทานวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร

    สั่งซื้อและสมัครเป็นตัวแทนขาย
     คุณ วุฒิ ภัคประเสริฐ โทร. 
091-745-1919, 094-956-1691
     อีเมล์  wut3699@gmail.com
 

การขาดแคลเซี่ยม อันตรายกว่าที่คิด สาเหตุของการเกิดโรคต่างๆมากมาย

ใน ขณะที่คุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่     แคลเซียมก็มีส่วนช่วยในการเคลื่อนไหวของคุณอยู่ ไม่ว่าคุณจะเคาะนิ้วเท้าของคุณกับพื้นหรือ   กำลังใช้นิ้วมือ หรือ เท้าเคลื่อนไหวทำอะไรอยู่ก็ตาม  แคลเซียมเป็นตัวช่วยในการส่งสัญญาณประสาท จากสมองไปสู้กล้ามเนื้อ  เพื่อกำหนดการเคลื่อนไหวของคุณและถ้าบังเอิญคุณถูกกระดาษบาดขึ้นมา  แคลเซียมในเลือดของคุณก็จะช่วยห้ามเลือดให้หยุดไหล  มีกระบวนการทางเคมีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิตน้อยมากที่สามรถหนีพ้นไปจากอิทธิพลของแร่ธาตุตัว นี้ได้
ความสำคัญของแคลเซียมได้ถูกเข้าใจผิดมาเป็นเวลานานแล้วว่า  เป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญต่อกระดูกและฟันเท่านั้น  แต่ด้วยผลจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการตรวจสอบทางคลินิกมากมายได้ทำให้ในปัจจุบัน  เราได้ทราบว่าแคลเซียมนั้นเป็นแร่ธาตุที่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันโรคภัยไข้เจ็บและช่วยให้ชีวิตสามารถดำรงอยู่ได้
ความสำคัญของแคลเซียมถูกค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 100ปี  ที่ผ่านมาในประเทศอังกฤษ    โดยนักวิจัยชื่อ  Dr. Sidney  Ringer  ผู้ซึ่งค้นพบว่าหากปราศจากแคลเซียม  หัวใจของหนูและกบจะหยุดเต้น  แคลเซียมนั้นเป็นส่วนประกอบถึง  2%  ของน้ำหนักตัวของเรา และนอกเหนือ ไปจากออกซิเจน  ไฮโดรเจน  และไนโตรเจนแล้ว  แคลเซียมก็ยังเป็นอีกแร่ธาตุหนึ่งที่มีอยู่อย่างมากมายตามส่วนต่าง ๆ  ของร่างกายเราด้วย  ไม่มีแร่ธาตุอื่นใดที่จะมีบทบาททางชีวภาพที่สำคัญมากมายเท่ากับแคลเซียมอีกแล้ว  ร่างกายเราต้องการแคลเซียมมากกว่าแร่ธาตุอื่นทุกชนิดรวมกันเสียอีก  แคลเซียมทำงานในระบบประสาทและสมองของเรา  ในระบบการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อของเรา  และยังเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อการควบคุมการแข็งตัวของเลือด  การหดตัวของกล้ามเนื้อ  การทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์  การหลั่งเอนไซม์และฮอร์โมนต่าง ๆ  และยังช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจเป็นปกติอีกด้วย  แคลเซียมเป็นตัวกระตุ้นที่โดดเด่น  หรืออาจจะเป็นสารร่วมช่วยในเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่สำคัญต่อชีวิตได้อย่างมาก      ซึ่งจะเกิดขึ้นตั้งแต่ชีวิตเริ่มถือกำเนิดอยู่ในครรภ์จนกระทั้งตายไปเลยทีเดียว  รายการด้านล่างนี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวของอิทธิพลทั้ง หมดของแคลเซียมที่แผ่ไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย  และมีผลกระทบอย่างยิ่งยวดต่อเรา
      ควบคุมการเกิดลิ่มเลือด                         ควบคุมความดันเลือดให้คงที่
     การสลายอาหารให้กลายเป็นพลังงาน       การส่งกระแสประสาท
     การสื่อสารระหว่างเซลล์                       การเต้นของหัวใจ
     การแบ่งเซลล์แบบปกติ                        การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
    การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อลาย            การส่งสัญญาณระหว่างเซลล์

   การขาดแคลเซียมเป็นอันตรายต่อร่างกายหรือไม่    

เป็นอันตรายอย่างแน่นอน    การขาดแคลเซียมสามารถก่อให้เกิดผลร้ายแรงต่อร่างกายได้ กลุ่มอาการของโรคต่างๆ  ที่เกิดขึ้นก็อาจจะเป็นผลมาจากการขาดแคลเซียมไม่ทางตรงก็ทางอ้อมได้เช่นกัน ความผิดปกติต่างๆ ของร่างกายที่สัมพันธ์กับภาวะการขาดแคลเซียม :

การเป็นตะคริว                   อาการชาตามแขนขา
ความดันโลหิตสูง               โรคข้ออักเสบ (เก๊าท์)
โรคนอนไม่หลับ                 ฟันผุ เล็บเปราะ   
การย่อยอาหารบกพร่อง      กระดูกพรุน
การเกิดนิ่วในถุงน้ำดี           การเกิดนิ่วในไต
โรคภูมิแพ้                  ระดับโคเรสเตอรอลสูงขึ้น


   ปัจจุบัน สามารถป้องกันโรคขาดแคลเซี่ยม ได้ด้วย ผลิตภัณฑ์ แคลเซียม นม ผสม วิตามิน ดี เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้ผล เป็นที่นิยมอย่างสูง   
  
อย. 10-3-25654-1-0002

ดูข้อมูลที่ http://yufangtangmilkcalcium.blogspot.com/
    ปริมาณและราคา
    แคลเซียม นม ผสม วิตามิน ดี 1 ขวด ปริมาณ 60 เม็ด เม็ดละ 2500mg  ราคา 1,500 บาท พิเศษเหลือเพียง 1350 บาท
    วิธีรับประทาน  รับประทานวันละ 1 ครั้ง ครั้งละ 1 เม็ด หลังอาหาร

    สั่งซื้อและสมัครเป็นตัวแทนขาย
     คุณ วุฒิ ภัคประเสริฐ โทร. 
091-745-1919, 094-956-1691
     อีเมล์  wut3699@gmail.com